ข่าวล่าสุด :
Recent Movies

'งาแมมมอธ' ขุมทรัพย์จากอดีต...!


'งาแมมมอธ' ขุมทรัพย์จากอดีต...!


สัปดาห์นี้ สารคดีไทยรัฐออนไลน์ พาไปพบกับงาแมมมอธ เรื่องราวที่พิสดาร แบบที่ถ้าไม่อ่าน คุณจะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง บ่องตง..

พราน ชาวไซบีเรียไม่ต้องการสิ่งใด นอกจากโอกาสสุดท้ายเพียงครั้งเดียว ห้าเดือนมาแล้วที่ คาร์ล โกโรฮอฟ ตามรอยเหยื่อจากสมัยโบราณไปทั่วเกาะร้างผู้คน ในทะเลไซบีเรียตะวันออก เขาเดินทางอย่างทุลักทุเล วันละ 18 ชั่วโมง ไปตามเขตทุนดรา ซึ่งปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ทั้งหนาว เหนื่อยล้า และหิวโหย จนต้องกินนกนางนวลประทังชีวิต โกโรฮอฟ เป็นนักล่าวัย 46 ปี ที่สองแก้มแห้งกร้านเพราะแรงลม

เวลาของโกโรฮอฟกำลังจะหมดลง พายุหิมะปลายฤดูร้อน พัดกระหน่ำเกาะโคเตลนี พร้อมๆ กับที่ความเย็นยะเยือกของฤดูหนาวกำลังตั้งเค้ามาจากทางเหนือ นิ้วและฝ่ามือของเขาเริ่มคันคะเยอ เขาบอกในเวลาต่อมาว่า นี่เป็น ลางดี เพราะเขามักมีอาการคันเช่นนี้ เมื่อจวนจะได้พบสิ่งที่กำลังตามหา นั่นคือ งาของแมมมอธ

ยักษ์ ขนยาวรุงรังที่ท่องไปทั่วตอนเหนือของไซบีเรีย ในช่วงปลายสมัยไพลสโตซีนชนิดนี้ สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน แต่ยังมีประชากรแมมมอธ หลงเหลืออยู่ตามเกาะทางเหนือและตะวันออกบ้าง กระทั่งตัวสุดท้ายตายลงเมื่อประมาณ 3,700 ปีที่แล้ว งาของแมมมอธ ซึ่งอาจโค้งเป็นวงได้ยาวกว่าสี่เมตร กำลังโผล่ขึ้นมาจากชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) อีกครั้ง ก่อให้เกิดการค้าที่สร้างผลประโยชน์ให้ผู้คนในแถบไซบีเรียริมฝั่งมหาสมุทร อาร์กติก เกือบสิบปีมาแล้วที่โกโรฮอฟบุกเบิกการออกล่างาในแดนหฤโหดที่สุดแห่งหนึ่งใน โลก และตอนนี้เขายังคงท่องไปทั่วเขตทุนดรา กระทั่งเกือบสะดุดเข้ากับปลายงากิ่งหนึ่ง เขาบอกว่า บางครั้งงาก็โผล่อยู่ตรงหน้า ราวกับนำทางเรามาตลอดอย่างนั้นแหละครับ
โกโร ฮอฟ ใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมง ขุดงากิ่งนั้นขึ้นจากน้ำแข็งโดยไม่หยุดพัก งาที่โผล่ขึ้นมาหนาพอๆ กับลำต้นของต้นไม้ หนัก 70 กิโลกรัม และอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ ก่อนจะลากงากิ่งนั้นกลับไป โกโรฮอฟโยนตุ้มหูเงินข้างหนึ่งลงในหลุมที่ขุดไว้ เป็นการเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ถ้าเขานำซากดึกดำบรรพ์นี้กลับถึงบ้านโดยไม่บุบสลาย มันอาจมีมูลค่าสูงกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียวหลายสิบปีก่อน ไม่มีใคร แม้แต่โกโรฮอฟเอง นึกฝันว่า งาของแมมมอธจะกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจของดินแดนแถบนี้ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างไปภายหลังการปิดเหมืองและโรงงานจากยุค โซเวียต ปัจจุบันมีชาวยาคูตียาผันตัวมาเป็นนักล่างาหลายร้อย หรืออาจจะหลายพันคนเลยทีเดียว
การตื่นงา มาจากแรงกระตุ้นอันทรงพลังแห่งโลกสมัยใหม่ นั่นคือ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตและความคลั่งไคล้ลัทธิทุนนิยมอย่างสุดโต่งที่ตาม มา การห้ามค้างาช้างในระดับนานาชาติ และแม้กระทั่งภาวะโลกร้อน ทุกวันนี้การละลายและการกร่อนของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว รวมทั้งการหลั่งไหลเข้ามาของนักล่างา กำลังนำแมมมอธกลับขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเดือน ก.ย.ปี 2012 เด็กชายวัย 11 ขวบ บนคาบสมุทรไตมีร์ ของรัสเซีย พบซากแมมมอธวัยเยาว์ในสภาพสมบูรณ์เข้าโดยบังเอิญ เพราะขาข้างหนึ่งของมันโผล่ขึ้นมา
อย่างไรก็ดี ไม่มีสิ่งใดเป็นเชื้อไฟให้การค้างาแมมมอธได้เท่ากับการผงาดของจีน ซึ่งมีวัฒนธรรมการแกะสลักงามาหลายพันปี เกือบร้อยละ 90 ของงา ที่ลำเลียงออกมาจากไซบีเรีย ถูกส่งไปที่จีน ประเทศที่กองทัพเศรษฐีใหม่ต้องมนต์สะกดของงาช้างเข้าอย่างจัง ความต้องการที่พุ่งพรวดนี้ สร้างความวิตกให้นักวิทยาศาสตร์ผู้เสียดายข้อมูลล้ำค่าที่สูญเสียไป เพราะงาแต่ละกิ่งเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอาหารการกิน ลักษณะภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม

งา แมมมอธจุดประกายความหวังว่าจะช่วยให้สถานการณ์ของช้างดีขึ้น งาแมมมอธเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แม้จะมีกฎเกณฑ์การค้าอยู่บ้าง นอกจากนั้น เรายังจำแนกความแตกต่างระหว่างงาสองชนิดนี้ ได้ด้วยลวดลายบนงา ที่เรียกว่า เส้น ชเรเกอร์ (Schreger line) อีกทั้งราคาก็ไล่เลี่ยกัน ทว่าความต้องการงาช้างของเอเชียกลับไม่มีวี่แววว่าจะลดลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม การล้มช้างแอฟริกากลับรุนแรงขึ้น เมื่อปี 2012 เจ้าหน้าที่ศุลกากรของฮ่องกง จับงาช้างได้มากเป็นประวัติการณ์ คือมีน้ำหนักรวมกันถึง 5.5 ตัน ปัจจัยที่ทำให้ปัญหานี้ยุ่งยากขึ้นอีกคือ ทั้งงาช้างผิดกฎหมายและงาแมมมอธถูกกฎหมาย มักมีปลายทางอยู่ที่โรงงานแกะสลักในประเทศจีนเช่นเดียวกัน
เวลาเกือบ เที่ยงคืน ที่บ้านของโกโรฮอฟ ริมฝั่งแม่น้ำยานา ห่างจากจุดที่แม่นำสายนี้ไหลลงสู่ทะเลแลปทิฟ ไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร โกโรฮอฟเพิ่งกลับมายังหมู่บ้านอุสต์-ยันสค์ หลังจากไปล่างาบนเกาะมาห้าเดือน เขาพาผมไปที่โรงไม้หลังบ้าน ในนั้นมีงาแมมมอธ อยู่ราว 20 กิ่ง บ้างห่อผ้าขาวไว้ ที่เหลือ รวมถึงงาขนาด 70 กิโลกรัมที่เขาพบบนเกาะโคเตลนีในวันนั้นแช่น้ำอยู่ในอ่างอะลูมิเนียมใบใหญ่ ถ้างาสัมผัสกับอากาศจะเริ่มแตกครับเขาอธิบาย ผมต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี เพราะงาพวกนี้คืออนาคตของผม
งาในอ่าง ซึ่งได้มาในช่วงฤดูร้อน มีน้ำหนักรวมกัน 500 กิโลกรัม ทีมนักล่าซึ่งส่วนใหญ่มีกันสามคนหาได้แทบไม่ถึงครึ่งของจำนวนนี้ ขณะที่บางคนท่องไปทั่วเขตทุนดราอยู่นานห้าเดือ นแต่กลับคว้าน้ำเหลว นอกจากนี้ โกโรฮอฟยังโชคดีที่ตอนนี้เขามีเครื่องมือพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นเรือ รถลุยหิมะ โทรศัพท์ผ่านดาวเทียม หรืออุปกรณ์จีพีเอส จึงทำงานได้อย่างอิสระ นักล่างาส่วนใหญ่ทำงานแลกกับเงินเดือนหรือไม่ก็ส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด ในเมื่อสนนราคาสูงมาก งากองนี้ต้องทำเงินให้โกโรฮอฟอย่างงามที่สุดเป็นแน่ โดยอาจมีมูลค่าถึง 150,000-300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว
ซาร์ ดานา ภรรยาของโกโรฮอฟ และลูกสาววัยห้าขวบ กำลังรอเขาอยู่ที่ยาคุตสค์ โกโรฮอฟ ไม่ได้พบหน้าทั้งสองมาหกเดือนแล้ว เขาเล่าว่า พอกลับไป ภรรยาจะลูบเคราผมอยู่คืนหนึ่ง แล้วสั่งให้โกนทิ้งครั้งนี้อาจเป็นการล่างาครั้งสุดท้ายของเขา ผมไม่ได้เห็นฤดูร้อนจริงๆ จังๆ มาสิบปีแล้วครับเขาบอก ผมฝันจะเดินทางไปประเทศที่มีบรรยากาศแตกต่างออกไปอย่างอินเดียหรือ เวียดนามทว่า โกโรฮอฟไม่เคยจากยาคูตียาไปไหน แม้แต่อุณหภูมิที่อุ่นสบายยังทำให้เขาเหงื่อท่วม แถมยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้เขาต้องเลื่อนแผนการหยุดพักผ่อนออกไป ภรรยาชอบบอกให้ผมเลิกเขาเล่า แต่พอเห็นว่าผมหางาได้มากขนาดไหนในฤดูร้อนปีนี้ เธอต้องรบเร้าให้ผมออกล่าอีกแน่ๆ

รวมรูประเบิดมือ จรวด แบบต่างๆ

รวมรูประเบิดมือ จรวด แบบต่างๆ
กำเนิดระเบิดมือนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่คาดว่าคงมีใช้ในประเทศจีนเป็นประเทศแรกเนื่องจากเป็นชาติแรกที่ค้นพบ และนำดินปืนไปใช้งาน แต่ลักษณะระเบิดมือในช่วงแรกจะ ใช้ภาชนะขนาดเหมาะมือ น้ำหนักเบา บรรจุวัตถุติดไฟ สารระเบิด หรือสารพิษ
ระเบิดมือในสมัยโบราณ ตัวระเบิดทำมาจากกระดาษ กระเบื้อง หรือแก้ว และบรรจุสารอันตรายต่างๆ ตั้งแต่พิษจากพืช พิษจากสัตว์ กรด ปิโตรเลียม ดินปืน หรือแม้กระทั่งวัตถุที่ได้จากพิธีทางไสยศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ระเบิดมือในยุคเก่ายังไม่สู้จะมีประสิทธิภาพนัก ที่ปรากฏบทบาทโดดเด่นก็คือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย ระเบิดมือที่มีชื่อเสียงในช่วงนั้น คือ ระเบิดมิลส์ (Mills)
รูปซ้าย ระเบิดมิลส์ ในยุคแรก ที่ออกแบบโดย วิลเลียม มิลส์ (William Mills) และได้มีการพัฒนาและผลิตในเชิงอุตสหกรรมที่โรงงาน Mills Munition Factory ที่เมือง Birmingham ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1915.
รูปกลาง และรูปขวา ภาพตัด และรูปแบบการทำงานของระเบิดมิลส์

ระเบิดมิลส์ (Mills)เป็นระเบิดมือแบบแตกกระจายรุ่นแรกในยุคใหม่ และใช้ในกองกำลังแนวหน้าของอังกฤษ ระเบิดมิลส์นั้นเป็นระเบิดที่มีโลหะห่อหุ้ม มีเข็มแทงชนวน และพื้นผิวเป็นร่อง นิยมเรียกกันในภาษาไทยว่า ระเบิดน้อยหน่า โดยมีพัฒนาต่อมาอีกยาวนาน
ขณะที่อังกฤษมีระเบิดมิลส์นั้น เยอรมันก็ได้พัฒนาระเบิดขว้างแบบแท่ง ขึ้นมา เรียกว่า ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate)

  
รูปซ้าย ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate) ของเยอรมัน รุ่น Model 24
รูปกลาง ตัดระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate) ของเยอรมัน รุ่น Model 24
รูปขวา ทหารเยอรมัน กำลังขว้าง ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate) Model 24 ในสงครามกับรัสเซียปี 1941

ระเบิดมือแบบแท่ง (Stielhandgranate)โดยมีเชื้อประทุห่อหุ้มอยู่ในกระบอกโลหะ และติดไว้กับแกนไว้สำหรับขว้าง ระเบิดชนิดนี้มีใช้ทั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และครั้งที่สอง ถัดมาได้มีการพัฒนาระเบิดมืออีกรุ่นหนึ่ง เรียกว่า โมโลตอฟ คอกเทล (Molotov cocktail)


รูป โมโลตอฟ คอกเทล (Molotov cocktail)
โมโลตอฟ คอกเทล (Molotov cocktail) เป็นระเบิดมือได้คล้ายกับระเบิดขวด ที่ใช้ขวดแก้วบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วชุดชนวนแถบผ้าให้ระเบิด ระเบิดแบบนี้ใช้ครั้งแรกในกองทัพฟินแลนด์ ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ไม่ก้าวหน้านัก เมื่อครั้งต่อสู้กับกองทัพโซเวียตในช่วงสงครามฤดูหนาว เมื่อค.ศ. 1939

หลักการพื้นฐาน ระเบิดมือ

หลักการพื้นฐานของลูกระเบิดมือนั้นง่ายมาก โดยภายในลูกระเบิดมือจะบรรจุสารระเบิด พวกดินปืน หรือ ไนโตรกลีเซอรีน ฯลฯ เป็นต้น สารระเบิดเมื่อได้รับการจุดระเบิด จากระบบจุดระเบิด สารระเบิดจะระเบิดตัวเองอย่างรุนแรง
ระบบจุดระเบิดมีมากมายหลากหลายประเภท แต่แยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
1. Time delay grenade(ไทม์ดีเลย์ กรีเนท) ลูกระเบิดแบบหน่วงเวลา

คลิปวีดีโอ (Clip VDO) ระบบจุดระเบิดแบบหน่วงเวลา
2. Impact grenade (อิมแพคกรีเนท) ลูกระเบิดแบบกระแทก

คลิปวีดีโอ (Clip VDO) ระบบจุดระเบิดแบบกระแทก


อ้างอิง ระเบิดมือ

http://en.wikipedia.org/wiki/Mills_bomb
http://www.inert-ord.net/brit/mills/index.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Molotov_cocktail
http://en.wikipedia.org/wiki/Stielhandgranate
http://www.rmutphysics.com/CHARUD/naturemystery/sci2/grenade/grenade.htm

สารคดี สร้างสนามบินคันไซ พากย์ไทย


การสร้างสะพานแขวนยาวที่สุดในโลก


สารคดีน่าสนใจ ตอน กำแพงเมืองจีน


เอลซิด

เอลซิด (จบ)

ณ อีกฟากของช่องแคบยิบรอลต้า กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลโมราวิดส์ในแอฟริกาเหนือ - "มูฮัมหมัด เบน ยูซุฟ" - ต้องการจะสร้างจักรวรรดิมุสลิมให้ยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีตอีกครั้ง พระองค์จึงยกทัพใหญ่ข้ามทะเลมาเข้ามาโจมตีแผ่นดินไอบีเรีย โดยบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นที่เปนมุสลิมทั้งหลายต่างให้การช่วยเหลือเปนการใหญ่ ทำให้กองทัพมุสลิมสามารถบุกตะลุยเข้ามาจนถึงใจกลางแผ่นดินสเปนได้อีกครั้ง และสามารถยึดเมืองสำคัญอย่างบาเลนเซียได้แล้วด้วย

ดังนั้น เมื่อโรดิโก้ทราบข่าวการรุกรานของพวกมัวร์จากแอฟริกา เขาจึงรวบรวมเหล่าขุนศึกคริสเตียนและมุสลิมที่ภักดีต่อเขาและเจ้าชายอัลบูตามินไปกราบทูลขอร่วมรบภายใต้ธงแห่งคาสตีลญ่าฯ

แต่กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงปฏิเสธกลับไป แถมยังเย้ยหยันซ้ำกลับไปมา "ข้ารบเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งไอ้คนทรยศต่อแผ่นดินเช่นเจ้า"

ถ้าผมเปนโรดิโก้ก็คงจะมึนๆงงๆล่ะครับว่า ตูไปทรยศต่อแผ่นดินตอนไหน แถมได้ข่าวว่าเอ็งไม่ใช่หรือที่ไล่ตูออกมาไม่ใช่หรือ อัลฟองโซ่?

แต่เนื้อความตรงนี้ขัดกับประวัติศาสตร์จริงครับ เพราะในพงศาวดารบอกว่า อัลฟองโซ่นั่นแหละที่กลั้นใจไปขอความช่วยเหลือจากโรดิโก้เองต่างหาก และเอลซิดก็ยื่นคำขาดว่า เขาจะต้องเปนผู้นำทัพในสงครามครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย - ซะงั้น?!

ครั้นเมื่อเอลซิดนำกองทัพบุกยึดเมืองบาเลนเซียได้แล้วนั้น สิ่งที่ทั้งตำนานและประวัติศาสตร์กล่าวตรงกันก็คือว่า เหล่าขุนศึกในกองทัพของเขาต่างสนับสนุน ส่งเสริม ยุยง และยุส่ง (ว่าเข้าไปนั่น) ให้เอลซิดสวมมงกุฎเปนเจ้าผู้ครองแคว้นบาเลนเซียซะเลย ซึ่งเท่ากับว่า เอลซิดจะมีอำนาจบรรดาศักดิ์เช่นกษัตริย์อีกองค์หนึ่งในแผ่นดินสเปนทันที...

ทว่า เอลซิดกลับชูมงกุฎแห่งบาเลนเซียขึ้นแล้วกล่าวว่า...

"ด้วยมงกุฎแห่งบาเลนเซียนี้ จะเปนมงกุฎแห่งกษัตริย์อัลฟองโซ กษัตริย์แห่งคาสตีลญ่าเท่านั้น!"

ใช่แล้วครับ เอลซิดเลือกที่จะภักดีต่อกษัตริย์อัลฟองโซ่สืบไป ทั้งที่พระองค์หยามเกียรติของเขาอย่างแสนสาหัส ด้วยการเนรเทศมาก่อนแล้วก็ตามที...

เพราะสิ่งที่เขาเลือกนี้ล่ะครับ ที่จะทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของเขาจารึกอยู่ในแผ่นดิน และกลายเปนวีรบุรุษของประเทศสเปนไปตลอดกาล

ทว่า ในศึกที่บาเลนเซียนี้เองทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรุกระลอกที่สองของพวกมุสลิม และเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซ่ทรงทราบข่าวอาการบาดเจ็บและความภักดีของเอลซิดที่มีต่อพระองค์ กษัตริย์หนุ่มก็ทรงเร่งเคลื่อนพลมายังเมืองบาเลนเซีย และได้เข้าพบกับเอลซิดในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต โดยคำพูดสุดท้ายของเอลซิดที่กราบทูลต่ออัลฟองโซ่นั้นมีอยู่ว่า

"ข้าพระองค์ไม่เคยโกรธแค้นหรือคิดทรยศต่อพระองค์เลย เพราะพระองค์ทรงเปนกษัตริย์ของข้าพระองค์...กษัตริย์แห่งชาวสเปนทั้งปวง"

เท่านั้นล่ะครับ กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงกรรแสงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง เพราะความที่พระองค์ทรงหลงสำนึกผิด ด้วยเข้าพระทัยในตัวเอลซิดผิดมาตลอด และแม้ว่าพระองค์จะลบหลู่เกียรติของเอลซิดเอาไว้เพียงใ

บัดนี้ พระองค์จึงได้รู้แจ้งว่าแล้ว เอลซิดนั้นภักดีต่อพระองค์มากเพียงนั้น...

ในตำนานเล่าไปอีกว่า แม้เอลซิดจะสิ้นชีพในคืนนั้นไปแล้ว แต่เพราะกลัวทหารจะเสียขวัญได้ ภริยาของเขาจึงนำร่างของเขาสวมเกราะพร้อมออกรบดั้งเดิมและเอาไปตั้งผูกไว้กับไม้หลักบนหลังม้าศึก เพื่อข่มขวัญศัตรูและปลอบขวัญเหล่าทหารให้รู้ว่าเอลซิดยังมีชีวิตอยู่

เมื่อถึงรุ่งเช้า กษัตริย์อัลฟองโซ่พร้อมกับเอลซิด (ที่ม่องเท่งไปแล้ว) ก็ทรงนำกองทัพต่างๆในสเปนก็ร่วมมือกันเอาชนะกองทัพอัลโมราวิดส์ได้ในที่สุดครับ

เพราะความกล้าหาญและภักดีต่อกษัตริย์และแผ่นดินเช่นนี้นี่เอง ชาวสเปนในยุคหลังๆจึงได้ยกย่องให้การยกย่องโรดิโก้หรือเอลซิดอย่างสูงสุดทีเดียวครับ

เพราะว่าเอลซิดนั้นมิได้สู้เพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเองเช่นกษัตริย์หรือเหล่าเจ้าครองแคว้นในยุคนั้น...

เขามิได้สู้เพื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เฉกเช่นกองทัพครูเสด...

หากแต่เขานำกองทัพ "ชาวสเปนทั้งปวง" เข้าขับไล่ผู้รุกรานจากแอฟริกา - โดยไม่มีเงื่อนไขทางศาสนาใดๆมาแบ่งกั้น

ดังนั้น โรดิโก้ ดิแอช เดอ บีวาร์ - เอลซิด - ผู้เกรียงไกรจึงถูกยกย่องในฐานะมหาบุรุษแห่งแผ่นดิน

มหาบุรุษผู้สู้เพื่อแผ่นดินสเปนทั้งปวง (All spains) อย่างแท้จริงครับ
ณ อีกฟากของช่องแคบยิบรอลต้า กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลโมราวิดส์ในแอฟริกาเหนือ - "มูฮัมหมัด เบน ยูซุฟ" - ต้องการจะสร้างจักรวรรดิมุสลิมให้ยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีตอีกครั้ง พระองค์จึงยกทัพใหญ่ข้ามทะเลมาเข้ามาโจมตีแผ่นดินไอบีเรีย โดยบรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นที่เปนมุสลิมทั้งหลายต่างให้การช่วยเหลือเปนการใหญ่ ทำให้กองทัพมุสลิมสามารถบุกตะลุยเข้ามาจนถึงใจกลางแผ่นดินสเปนได้อีกครั้ง และสามารถยึดเมืองสำคัญอย่างบาเลนเซียได้แล้วด้วย

ดังนั้น เมื่อโรดิโก้ทราบข่าวการรุกรานของพวกมัวร์จากแอฟริกา เขาจึงรวบรวมเหล่าขุนศึกคริสเตียนและมุสลิมที่ภักดีต่อเขาและเจ้าชายอัลบูตามินไปกราบทูลขอร่วมรบภายใต้ธงแห่งคาสตีลญ่าฯ

แต่กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงปฏิเสธกลับไป แถมยังเย้ยหยันซ้ำกลับไปมา "ข้ารบเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งไอ้คนทรยศต่อแผ่นดินเช่นเจ้า"

ถ้าผมเปนโรดิโก้ก็คงจะมึนๆงงๆล่ะครับว่า ตูไปทรยศต่อแผ่นดินตอนไหน แถมได้ข่าวว่าเอ็งไม่ใช่หรือที่ไล่ตูออกมาไม่ใช่หรือ อัลฟองโซ่?

แต่เนื้อความตรงนี้ขัดกับประวัติศาสตร์จริงครับ เพราะในพงศาวดารบอกว่า อัลฟองโซ่นั่นแหละที่กลั้นใจไปขอความช่วยเหลือจากโรดิโก้เองต่างหาก และเอลซิดก็ยื่นคำขาดว่า เขาจะต้องเปนผู้นำทัพในสงครามครั้งนี้แต่เพียงผู้เดียวอีกด้วย - ซะงั้น?!

ครั้นเมื่อเอลซิดนำกองทัพบุกยึดเมืองบาเลนเซียได้แล้วนั้น สิ่งที่ทั้งตำนานและประวัติศาสตร์กล่าวตรงกันก็คือว่า เหล่าขุนศึกในกองทัพของเขาต่างสนับสนุน ส่งเสริม ยุยง และยุส่ง (ว่าเข้าไปนั่น) ให้เอลซิดสวมมงกุฎเปนเจ้าผู้ครองแคว้นบาเลนเซียซะเลย ซึ่งเท่ากับว่า เอลซิดจะมีอำนาจบรรดาศักดิ์เช่นกษัตริย์อีกองค์หนึ่งในแผ่นดินสเปนทันที...

ทว่า เอลซิดกลับชูมงกุฎแห่งบาเลนเซียขึ้นแล้วกล่าวว่า...

"ด้วยมงกุฎแห่งบาเลนเซียนี้ จะเปนมงกุฎแห่งกษัตริย์อัลฟองโซ กษัตริย์แห่งคาสตีลญ่าเท่านั้น!"

ใช่แล้วครับ เอลซิดเลือกที่จะภักดีต่อกษัตริย์อัลฟองโซ่สืบไป ทั้งที่พระองค์หยามเกียรติของเขาอย่างแสนสาหัส ด้วยการเนรเทศมาก่อนแล้วก็ตามที...

เพราะสิ่งที่เขาเลือกนี้ล่ะครับ ที่จะทำให้ชื่อเสียงและเกียรติยศของเขาจารึกอยู่ในแผ่นดิน และกลายเปนวีรบุรุษของประเทศสเปนไปตลอดกาล

ทว่า ในศึกที่บาเลนเซียนี้เองทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรุกระลอกที่สองของพวกมุสลิม และเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซ่ทรงทราบข่าวอาการบาดเจ็บและความภักดีของเอลซิดที่มีต่อพระองค์ กษัตริย์หนุ่มก็ทรงเร่งเคลื่อนพลมายังเมืองบาเลนเซีย และได้เข้าพบกับเอลซิดในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต โดยคำพูดสุดท้ายของเอลซิดที่กราบทูลต่ออัลฟองโซ่นั้นมีอยู่ว่า

"ข้าพระองค์ไม่เคยโกรธแค้นหรือคิดทรยศต่อพระองค์เลย เพราะพระองค์ทรงเปนกษัตริย์ของข้าพระองค์...กษัตริย์แห่งชาวสเปนทั้งปวง"

เท่านั้นล่ะครับ กษัตริย์อัลฟองโซ่ก็ทรงกรรแสงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง เพราะความที่พระองค์ทรงหลงสำนึกผิด ด้วยเข้าพระทัยในตัวเอลซิดผิดมาตลอด และแม้ว่าพระองค์จะลบหลู่เกียรติของเอลซิดเอาไว้เพียงใ

บัดนี้ พระองค์จึงได้รู้แจ้งว่าแล้ว เอลซิดนั้นภักดีต่อพระองค์มากเพียงนั้น...

ในตำนานเล่าไปอีกว่า แม้เอลซิดจะสิ้นชีพในคืนนั้นไปแล้ว แต่เพราะกลัวทหารจะเสียขวัญได้ ภริยาของเขาจึงนำร่างของเขาสวมเกราะพร้อมออกรบดั้งเดิมและเอาไปตั้งผูกไว้กับไม้หลักบนหลังม้าศึก เพื่อข่มขวัญศัตรูและปลอบขวัญเหล่าทหารให้รู้ว่าเอลซิดยังมีชีวิตอยู่

เมื่อถึงรุ่งเช้า กษัตริย์อัลฟองโซ่พร้อมกับเอลซิด (ที่ม่องเท่งไปแล้ว) ก็ทรงนำกองทัพต่างๆในสเปนก็ร่วมมือกันเอาชนะกองทัพอัลโมราวิดส์ได้ในที่สุดครับ

เพราะความกล้าหาญและภักดีต่อกษัตริย์และแผ่นดินเช่นนี้นี่เอง ชาวสเปนในยุคหลังๆจึงได้ยกย่องให้การยกย่องโรดิโก้หรือเอลซิดอย่างสูงสุดทีเดียวครับ

เพราะว่าเอลซิดนั้นมิได้สู้เพื่อความยิ่งใหญ่ของตนเองเช่นกษัตริย์หรือเหล่าเจ้าครองแคว้นในยุคนั้น...

เขามิได้สู้เพื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เฉกเช่นกองทัพครูเสด...

หากแต่เขานำกองทัพ "ชาวสเปนทั้งปวง" เข้าขับไล่ผู้รุกรานจากแอฟริกา - โดยไม่มีเงื่อนไขทางศาสนาใดๆมาแบ่งกั้น

ดังนั้น โรดิโก้ ดิแอช เดอ บีวาร์ - เอลซิด - ผู้เกรียงไกรจึงถูกยกย่องในฐานะมหาบุรุษแห่งแผ่นดิน

มหาบุรุษผู้สู้เพื่อแผ่นดินสเปนทั้งปวง (All spains) อย่างแท้จริงครับ


เครดิต : เพจ Penedge
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=470376819705829&set=a.373834299360082.86642.365098623566983&type=1&theater

นักปีนเขาออกันแน่นบริเวณฮิลลารีสเต็ป

Story

เพราะเหตุใดยอดเขาสูงที่สุดในโลกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการปีนเขา
นึ่งชั่วโมงหลังออกเดินทางจากแคมป์บนสุดตามแนวสันเขาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมานต์เอเวอเรสต์ ปานูรู เชอร์ปา กับผมเดินผ่านศพแรก  ร่างไร้วิญญาณของนักปีนเขาผู้นี้อยู่ในท่านอนตะแคงราวกับกำลังงีบหลับอยู่กลางหิมะ อีกสิบนาทีให้หลัง เราก็ย่ำเท้าผ่านร่างไร้ลมหายใจอีกร่างหนึ่ง ลำตัวของเธอมีธงชาติแคนาดาคลุมอยู่ ถังออกซิเจนที่วางทับไว้ช่วยยึดผืนธงที่โบกสะบัดไม่ให้ปลิวไปตามแรงลม
    ระหว่างที่เราปีนป่ายตามหลังกันขึ้นไปติดๆโดยอาศัยเชือกที่ขึงอยู่ตามลาดเขาสูงชัน ปานูรูกับผมถูกขนาบด้วยคนแปลกหน้าทั้งข้างหน้าและข้างหลัง  วันก่อนตอนอยู่ที่แคมป์สาม นอกจากทีมของเราแล้วก็มีเพียงนักปีนเขากลุ่มเล็กๆ แต่พอตื่นขึ้นมาเช้านี้ เราก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นจำนวนนักปีนเขาที่เดินต่อกันเป็นแถวยาวสุดสายตาผ่านมาใกล้เต็นท์ของเรา
    ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับความสูง 8,230 เมตร คนแน่นจนทุกคนไม่ว่าจะแข็งแรงหรือปีนเก่งแค่ไหน ก็เคลื่อนที่ไปได้ช้าพอกัน ท่ามกลางความมืดก่อนเวลาเที่ยงคืน  ผมมองเห็นแสงไฟฉายคาดศีรษะของนักปีนเขาสาดส่องเรียงกันเป็นแนวยาว เหนือศีรษะผม    ณ บริเวณโขดหินแห่งหนึ่ง นักปีนเขาอย่างน้อย 20 คนยึดตัวเองไว้กับเชือกเส้นเดียวกัน เป็นเชือกที่ขึงอยู่กับหมุดงอๆเพียงตัวเดียวซึ่งตอกลงไปในน้ำแข็ง  ถ้าหมุดเกิดหลุดออกมา น้ำหนักตัวของนักปีนเขาราว 20 คนจะทำให้เชือกหรือห่วงนิรภัยหลุดออกทันที ทำให้พวกเขากลิ้งตกเขาจนถึงแก่ความตาย
    ผมกับปานูรูซึ่งเป็นคนนำทางชาวเชอร์ปา ปลดห่วงนิรภัยออกจากเชือกสายหลักแล้วปีนแยกไปตามผืนน้ำแข็งโล่งๆ นี่เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับนักปีนเขามากประสบการณ์ อีก 20 นาทีให้หลัง เราก็พบอีกศพหนึ่ง ร่างของชายคนนี้ยังยึดอยู่กับเชือก เขานั่งตัวแข็งเป็นหินอยู่กลางหิมะ หน้าดำ ดวงตาเบิกโพลง
    หลายชั่วโมงต่อมา ก่อนถึงฮิลลารีสเต็ป หน้าผาหินสูง 12 เมตรซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนถึงยอดเขา เราก็พบอีกศพหนึ่ง ใบหน้าที่มีหนวดเคราหร็อมแหร็มของเขาเป็นสีเทา ปากอ้าค้างราวกับกำลังร้องครวญครางอย่างทุกข์ทรมาน
    ผมอดคิดไม่ได้ว่า ครอบครัวและเพื่อนฝูงของคนเหล่านั้นจะเศร้าโศกเสียใจแค่ไหนเมื่อรู้ข่าวการเสียชีวิตของ พวกเขา ผมเองก็เคยสูญเสียมิตรสหายให้การปีนเขาเช่นกัน ตอนนี้เรายังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดของการเสียชีวิตของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ อย่างไรก็ดี สาเหตุการตายบนเมานต์เอเวอเรสต์ในระยะหลังๆเกิดจากการขาดประสบการณ์ นักปีนเขาบางคนไม่อาจตัดสินได้ว่าตนทรหดอดทนแค่ไหน และเมื่อไรควรหันหลังกลับ
    ทุกวันนี้ เอเวอเรสต์กลายเป็นสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดเกี่ยวกับการปีนเขาไปแล้ว เมื่อปี 1963 มีนักปีนเขาเพียงหกคนขึ้นไปถึงยอดเขา แต่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 2012 มีนักปีนเขากว่า 500 คนออกันอยู่บนนั้น ตอนผมขึ้นไปถึงยอดเขาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม มีคนอยู่แน่นขนัดจนผมแทบหาที่ยืนไม่ได้
    เอเวอเรสต์คือชัยชนะของนักปีนเขามาตลอด ทว่าทุกวันนี้มีผู้พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เกือบ 4,000 คนแล้ว บางคน ขึ้นไปมากกว่าหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ  การพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้จึงมีความหมายน้อยกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน ปัจจุบัน ราวร้อยละ 90 ของนักปีนเขาที่เดินทางขึ้นเอเวอเรสต์มีมัคคุเทศก์นำทาง  ในจำนวนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่ไร้ทักษะการปีนเขาอย่างสิ้นเชิง พวกเขาจ่ายเงินจ้างมัคคุเทศก์ด้วยราคา 30,000 ถึง 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลายคนคาดหวังว่าจะไปถึงยอดเขา และมีไม่น้อยที่ขึ้นไปถึงจริงๆ แต่ก็ในสภาพย่ำแย่เต็มที นอกจากนี้ เส้นทางมาตรฐานสองสายอันได้แก่สันเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงแออัดจนอาจเกิดอันตราย  แต่ยังประสบปัญหามลพิษอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นขยะที่ติดมากับธารน้ำแข็งหรือกองอุจจาระมนุษย์บริเวณแคมป์ด้านบน ซ้ำร้ายยังมีผู้เสียชีวิตที่นี่
    นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่ก่อให้เกิดปัญหา ปัจจัยหนึ่งคือการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำยิ่งขึ้น สมัยก่อนไม่ค่อยมีข้อมูล ทีมนักปีนเขาจึงดั้นด้นขึ้นสู่ยอดเขาต่อเมื่อสมาชิกในทีมพร้อมเท่านั้น ทว่าทุกวันนี้ การพยากรณ์อากาศผ่านดาวเทียมมีความแม่นยำอย่างยิ่ง ทุกทีมจึงรู้ว่าเมื่อไรอากาศจะเป็นใจ และมักมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาในวันเดียวกัน
    อีกปัจจัยหนึ่งคือ ผู้ประกอบการที่ให้บริการในราคาย่อมเยาบางรายอาจไม่มีทีมงาน ความรู้ หรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมที่จะช่วยให้ลูกค้าปลอดภัยยามเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มักจ้างชาวเชอร์ปาน้อยคน และบางครั้งชาวเชอร์ปาที่จ้างมาก็ขาดประสบการณ์
    เพื่อป้องกันไม่ให้บนภูเขามีจำนวนนักปีนเขามากเกินไป จึงมีผู้เสนอให้จำกัดจำนวนใบอนุญาตในแต่ละฤดูการปีนเขา พร้อมทั้งจำกัดขนาดทีมไม่ให้มีลูกค้าเกินทีมละสิบคน ขณะที่อีกหลายคนยังไม่ปักใจเชื่อว่าแนวทางเหล่านี้จะได้ผล
    แม้จะมีปัญหานานัปการ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็จะยังมีคนอยากพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลกเสมอ เพราะการขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเอเวอเรสต์นั้นเปี่ยมความหมาย จนทำให้การเบียดเสียดกับฝูงชนหรือการเผชิญกับกองขยะกลายเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เอเวอเรสต์ยิ่งใหญ่และไร้ความปรานีกระทั่งเมื่อถึงจุดหนึ่งนักปีนเขาจะรู้สึกราวกับถูกท้าทายให้ดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของตนออกมา
    ช่วงเวลาเช่นนั้นเองคือเหตุผลที่ทำให้นักปีนเขาหวนกลับมายังเอเวอเรสต์เสมอ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การพิชิตยอดเขา แต่อยู่ที่การได้แสดงคารวะภูเขาลูกนี้และเพลิดเพลินไปกับการเดินทางต่างหาก ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะฟื้นฟูความปกติสุขกลับมาสู่จุดสูงสุดของโลกได้หรือไม่

การฟื้นคืนชีวิตของโกรองโกซา

Story

ความอัศจรรย์แห่งธรรมชาติหวนคืนสู่อุทยานแห่งชาติในโมซัมบิก
นช่วงมรสุมฤดูร้อนระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม ลมค้าจากมหาสมุทรอินเดียพัดพาเมฆฝนมาสู่โมซัมบิก หมู่เมฆเคลื่อนตัวข้ามชายฝั่งเข้ามาให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนป่าบนที่ราบสูงเชรินโกมา ทุ่งหญ้าสะวันนา และท้องทุ่งบนที่ราบน้ำท่วมถึงในเขตหุบเขารอยเลื่อนเกรตริฟต์แวลลีย์ ก่อนจะเทฝนกระหน่ำลงบนลาดเขาโกรองโกซาอย่างชุ่มฉ่ำราวกับอำนวยพรแก่ผืนดิน
มวลเขาสูงโกรองโกซาสูงถึง 1,863  เมตรและมีปริมาณน้ำฝนสูงเกือบ 2 เมตรต่อปี เพียงพอจะหล่อเลี้ยงป่าดิบชื้นเขียวขจีบนยอดเขาและอุทยานแห่งชาติโกรองโกซาในเขตเกรตริฟต์แวลลีย์ทางตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พักพิงของสัตว์ป่าที่รุ่มรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ก่อนจะพินาศย่อยยับเพราะภัยสงครามกลางเมืองในโมซัมบิก อุทยานแห่งชาติโกรองโกซาเคยมีช้าง ควายป่าแอฟริกา ฮิปโปโปเตมัส สิงโต หมูป่าแอฟริกา และแอนทีโลปอยู่ชุกชุม ปัจจุบัน สัตว์บางชนิดที่กล่าวมากำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอีกครั้ง  ส่วนใหญ่เป็นผลจากความพยายามของเกรก คาร์ นักธุรกิจใจบุญชาวอเมริกันผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของโครงการฟื้นฟูโกรองโกซา
ฤดูร้อนของปี 2011 ผมเดินทางไปโกรองโกซาเพื่อสนับสนุนความพยายามของคาร์อีกแรงหนึ่ง อุทยานแห่งนี้เป็นตัวอย่างชั้นยอดที่จะสื่อให้เห็นความสำคัญของชีววิทยา ป่าดิบชื้นเนื้อที่ 75 ตารางกิโลเมตรบนยอดเขาโกรองโกซาเปรียบเสมือนเกาะอันรุ่มรวยทางนิเวศวิทยากลางทุ่งหญ้าสะวันนาและท้องทุ่ง ป่าดิบชื้นบนยอดเขาแห่งนี้ยากจะเข้าถึง ส่วนใหญ่จึงยังไม่ได้รับการสำรวจโดยนักชีววิทยา เป็นต้นว่า ตอนที่ผมมาถึง เรายังแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเชี่ยวชาญ
ระหว่างพำนักอยู่ที่อุทยาน ผมมีผู้ช่วยชื่อทองกา ทอร์ซีดา เด็กหนุ่มที่เกิดบนภูเขาโกรองโกซา ช่วงที่เราร่วมงานกัน ทอร์ซีดาเพิ่งรู้ว่าได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อในวิทยาลัยแห่งหนึ่งของแทนซาเนีย เขาพูดได้ถึง 4 ภาษา และรู้จักโกรองโกซาอย่างทะลุปรุโปร่ง  จึงตั้งใจจะเป็นนักชีววิทยาสัตว์ป่า
จะว่าไปแล้ว โกรองโกซาเผชิญกับชะตากรรมหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว สามปีหลังโมซัมบิกได้รับเอกราชจากโปรตุเกสเมื่อปี 1975 สงครามกลางเมืองก็ปะทุขึ้นและลุกโชนอยู่นาน 17 ปี อุทยานซึ่งรัฐบาลอาณานิคมตั้งขึ้นเมื่อปี 1960 แห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิ ที่ทำการอุทยานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวถูกทำลาย ทหารซึ่งทั้งหิวโหยและปรารถนาจะได้งาช้างไปแลกอาวุธในแอฟริกาใต้ล้มช้างไปจำนวนมาก สุดท้าย สัตว์ใหญ่เกือบทุกชนิดในอุทยานถูกล่าไปจนหมดหรือไม่ก็ใกล้สูญพันธุ์เต็มที
การหายหน้าไปของสัตว์ใหญ่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง เมื่อไม่มีฝูงม้าลายคอยและเล็มหญ้า ต้นหญ้าและไม้พุ่มก็งอกงามขึ้นมาจนแน่นขนัด ทำให้ไฟป่าที่เกิดจากฟ้าผ่าทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อไม่มีช้างคอยล้มต้นไม้เพื่อกินกิ่งก้านสาขาเป็นอาหาร ผืนป่าก็เริ่มรกชัฏ และเมื่อซากสัตว์ใหญ่ลดลงมาก สัตว์กินซากบางชนิดก็พลอยลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ
อย่างไรก็ตาม พืชพรรณและสัตว์ขนาดเล็กอย่างแมลงกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบนิเวศกลับแทบไม่ถูกแตะต้อง อุทยานแห่งชาติโกรองโกซามีถิ่นอาศัยหลากหลายรูปแบบและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากแม้ในปัจจุบัน ทั่วทั้งอุทยานแห่งนี้มีนก 398 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 122 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 34 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 43 ชนิด นอกจากนี้ยังอาจมีแมลง สัตว์พวกแมงมุมแมงป่อง และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆอีกหลายหมื่นชนิดรอให้เราค้นพบ
หนึ่งทศวรรษหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง ระหว่างที่ประเทศประชาธิปไตยใหม่อย่างโมซัมบิกกำลังก่อร่างสร้างตัว โกรองโกซายังตกอยู่ในสภาพยับเยิน ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เกรก คาร์พยายามหาทางช่วยเหลือ หลังทำรายได้มหาศาลจากธุรกิจให้บริการวอยซ์เมลและอินเทอร์เน็ต เขาก็อุทิศตนให้กับงานด้านการกุศล เมื่อปี 2004 รัฐบาลโมซัมบิก ตกลงกับคาร์ว่า จะให้เขาช่วยวางแผนฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้  แต่คาร์ก็ทำอะไรมากกว่านั้นมาตลอด กล่าวคือ เขาดำเนินการฟื้นฟูโกรองโกซาตัวเองโดยใช้เงินส่วนตัวเป็นหลัก ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวของโมซัมบิกได้จับมือกับคาร์เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาอุทยานแห่งนี้ในระยะยาว
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบปี ทุกวันนี้ อุทยานแห่งชาติโกรองโกซากำลังฟื้นคืนสภาพไปด้วยดี สัตว์ใหญ่เช่นควายป่าและช้างแอฟริกาที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างแอฟริกาใต้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ความสมดุลทางนิเวศวิทยาและพรรณสัตว์ขนาดใหญ่กำลังกลับคืนมาพร้อมๆกับจำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาเหนือ
อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูอุทยานที่เสียหายนั้นยากกว่าการตั้งอุทยานแห่งใหม่ขึ้นมาเสียอีก ซ้ำร้าย อุทยานโกรองโกซายังห่างไกลจากความปลอดภัย โดยเฉพาะเขตภูเขาโกรองโกซา ในช่วงสงครามกลางเมือง ทหารบุกรุกภูเขาลูกนี้ ขณะที่ชาวไร่ชาวนาที่ทำเกษตรแบบยังชีพก็เริ่มหักร้างถางพงตามไหล่เขาเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน ท้ายที่สุด ชาวไร่ชาวนาก็รุกขึ้นไปถึงป่าดิบชื้นบนยอดเขาแล้วเริ่มตัดต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับเปลี่ยนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์เป็นไร่ข้าวโพดและมันฝรั่ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พื้นที่ป่าดิบชื้นดั้งเดิมถูกทำลายลงกว่าหนึ่งในสามเลยทีเดียว
ในเมื่อภูเขาลูกนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน อุทยานจึงมีอำนาจที่จะปกป้องแนวผืนป่า อย่างไรก็ตาม ป่าผืนนี้จะปลอดภัยอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อคนที่ทำลายป่ามีทางเลือกอื่น การท่องเที่ยวคือคำตอบหนึ่งของคาร์ ขณะเดียวกัน เขาว่าจ้างคณะทำงานหลายชุดเพื่อจัดทำโรงเพาะชำสำหรับเพาะกล้าไม้ชนิดต่างๆในป่าดิบชื้น และเริ่มกระบวนการพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีเนื้อที่เท่าเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษหรือแม้กระทั่งหลายศตวรรษ


วัวมัสก์อ็อกซ์ (muskox)

ภาพ : สวรรค์สุดขอบโลก 
ภาพโดย : เชียร์เกย์ กอร์ชคอฟ 
คำบรรยายภาพ : วัวมัสก์อ็อกซ์ (muskox) ถูกนำมาปล่อยบนเกาะแรงเกลเมื่อปี 1975 และปัจจุบันมีจำนวนราว 800 ตัว พวกมันอยู่รวมกันเป็นฝูงมากขึ้นทุกทีเพื่อป้องกันตัวเองจากหมาป่านักล่าที่เพิ่งหวนคืนกลับมา

พอล ซาโลเพก ติดตามมัคคุเทศก์ท้องถิ่นไปในทะเลทรายอะฟาร์

Story

เราทุกคนล้วนเป็นนักเสี่ยงในสายเลือดจริงหรือ อะไรทำให้บางคนมุ่งมั่นเดินหน้าต่อเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แม้ต้องเดิมพันด้วยชีวิต
ายผู้เป็นหัวหอกในการเดินทางสำรวจตลอดแนวความยาวของแกรนด์แคนยอน หาได้มีภาพลักษณ์ของนักสำรวจเจ้าเสน่ห์แห่งยุคทองชุบ (Gilded Age)  เลยแม้แต่น้อย  จอห์น เวสลีย์ พาวล์ สูงเพียง 168 เซนติเมตร ผมเผ้าหยาบกร้านราวกับขนแปรง ไว้เครารุงรังยาวลงมาถึงหน้าอก แขนเสื้อนอกข้างขวาห้อยต่องแต่งเพราะสังเวยให้กระสุนปืนในสมรภูมิไชโลห์ (Battle of Shiloh)  ถึงกระนั้นในยุคหลังสงคราม เขากลับมุ่งหน้าออกสำรวจพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของเทือกเขาร็อกกี ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางชนพื้นเมืองอเมริกันที่ไม่เป็นมิตร และสำรวจเส้นทางอันวกวนซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักของระบบหุบผาชันขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อะไรกันแน่ที่เป็นแรงผลักดันอาจารย์มหาวิทยาลัยร่างเล็กและมีแขนข้างเดียวผู้นี้ให้ออกเดินทางสำรวจซึ่งหลายครั้งอาจเรียกได้ว่า เสี่ยงอันตรายที่สุดในยุคสมัยของเขา
อันที่จริง เราน่าจะถามคำถามเดียวกันนี้กับชายทั้ง 32 คนที่มาสมทบกับพาวล์ ณ ชมรมคอสมอส (Cosmos Club)  ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  เมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1888  พวกเขาก็ไม่ต่างจากพาวล์ที่ส่วนใหญ่ผ่านการเดินทางอันเต็มไปด้วยภยันตรายไปยังดินแดนดิบเถื่อนที่ไม่มีใครรู้จัก  ในกลุ่มนี้มีทหารผ่านศึกสงครามกลางเมืองและการสู้รบกับชนพื้นเมืองอเมริกัน บ้างเป็นนายทหารเรือ นักปีนเขา นักอุตุนิยมวิทยา วิศวกร นักธรรมชาติวิทยา นักทำแผนที่ นักชาติพันธุ์วิทยา และนักข่าวผู้เคยเดินทางข้ามไซบีเรียมาแล้ว พวกเขามารวมตัวกันในค่ำวันนั้นเพื่อก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และเห็นพ้องกันว่า ภารกิจขององค์กรใหม่แห่งนี้ที่ว่า  “เพื่อเพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้ด้านภูมิศาสตร์”  ย่อมต้องอาศัยการสำรวจอันยากลำบากไปสู่ดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้จัก
ขึ้นชื่อว่าการสำรวจแล้วล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดว่าด้วยความกล้าได้กล้าเสียทั้งสิ้น  ความเสี่ยงเป็นของคู่กับการเดินทางสู่ดินแดนแห่งความไม่รู้  ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางของกัปตันเรือในท้องทะเลที่ยังไม่มีใครเคยสำรวจ งานวิจัยโรคร้ายแรงของนักวิทยาศาสตร์ หรือการลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆของผู้ประกอบการ แต่อะไรกันแน่ที่ผลักดันให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ออกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก หรือเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ทดสอบทฤษฎีวัคซีนโรคไข้ทรพิษระยะเริ่มแรกกับเด็ก
แรงจูงใจบางอย่างของการยอมเสี่ยงเห็นได้ชัด ตั้งแต่เงินรางวัล ชื่อเสียง ผลประโยชน์ทางการเมือง ไปจนถึงการช่วยเหลือชีวิตผู้คน หลายคนเต็มใจพาตัวเองเข้าเสี่ยงอันตรายมากบ้างน้อยบ้างเพื่อมุ่งสู่จุดหมายดังกล่าว แต่เมื่ออันตรายทวีขึ้น จำนวนคนที่ปรารถนาจะมุ่งหน้าต่อไปมีแต่จะลดลง จนเหลือเฉพาะคนที่ยอมเสี่ยงอันตรายที่สุด ซึ่งได้แก่ผู้ที่ยอมเอาชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ และชีวิตเป็นเดิมพัน นี่คือความลี้ลับของการเสี่ยง  อะไรทำให้มนุษย์บางคนเต็มใจเสี่ยงมหันตภัยและเดินหน้าต่อไป  แม้ต้องเผชิญกับผลลัพธ์อันหนักหนาสาหัสก็ตาม
125 ปีหลังจากคืนนั้นที่ชมรมคอสมอส  นักวิทยาศาสตร์เริ่มเปิด “กล่องดำ” ทางประสาทวิทยา ซึ่งบรรจุกลไกของพฤติกรรมกล้าได้กล้าเสีย งานวิจัยเหล่านี้พุ่งความสนใจไปที่สารส่งผ่านประสาท (neurotransmitter) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ควบคุมการสื่อสารภายในสมอง สารส่งผ่านประสาทตัวหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมกลไกของความกล้าเสี่ยงคือโดพามีน  (dopamine)    ซึ่งนอกจากจะช่วยควบคุมทักษะการเคลื่อนไหวแล้ว ยังมีส่วนผลักดันให้เราแสวงหาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คนที่สมองผลิตโดพามีนไม่เพียงพอ เช่น ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมักต้องต่อสู้กับความรู้สึกเฉยชาและการขาดแรงจูงใจ
โดพามีนช่วยให้เรารู้สึกพึงพอใจเมื่อบรรลุภารกิจ ยิ่งภารกิจเสี่ยงมากเท่าไร ปริมาณโดพามีนก็ยิ่งสูงเท่านั้น เหตุผลส่วนหนึ่งที่ช่วยอธิบายว่า  ทำไมพวกเราทุกคนจึงไม่ไปปีนเขาหรือลงสมัครรับเลือกตั้ง  ก็เพราะแต่ละคนมีระดับโดพามีนไม่เท่ากัน
สิ่งนี้มักสร้างความสับสนระหว่างคนกล้าเสี่ยงกับคนที่แสวงหาความเร้าใจ หรือพวกเสพติดอะดรีนาลิน ฮอร์โมนอะดรีนาลินเป็นสารส่งผ่านประสาทตัวหนึ่งเช่นกัน แต่แตกต่างจากโดพามีนซึ่งผลักดันเราให้เข้าหาอันตรายขณะพยายามมุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางอย่าง  ส่วนอะดรีนาลินช่วยให้เราสามารถเอาตัวรอดจากอันตราย
แนวคิดที่ว่าเราทุกคนล้วนสืบเชื้อสายมาจากผู้กล้าเสี่ยงอันตราย  สร้างความฉงนให้พอล ซาโลเพก นักเขียน  เขาให้เหตุผลว่า  “มนุษย์สมัยใหม่ที่เดินทางออกจากแอฟริกาเป็นนักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่กลุ่มแรกๆ” ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงออกเดินทางเป็นระยะทาง 35,400 กิโลเมตร ใช้เวลานานเจ็ดปี เพื่อตามรอยเท้านักสำรวจกลุ่มแรกเหล่านี้ที่อพยพออกจากแอฟริกาและกระจายไปทั่วโลก
ซาโลเพกเองก็กำลังเสี่ยงครั้งใหญ่ในการเดินทางครั้งนี้  “แผนการที่วางไว้คือผมจะเดินเป็นระยะทางเท่าที่ ชนเผ่าเร่ร่อนเดินในแต่ละวันตอนที่ออกจากแอฟริกาเมื่อ 50,000 ถึง 70,000 ปีก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ประมาณวันละ 16 กิโลเมตร” เขาบอกในเดือนมกราคมก่อนออกเดินทางไม่นานนัก โดยตั้งต้นจากภูมิภาคอะฟาร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเอธิโอเปีย ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลที่มีลักษณะของมนุษย์สมัยใหม่ชุดแรกๆ  
เขาเปิดใจว่า “ปรัชญาเบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้คือ  ผมอยากให้ผู้อ่านให้ความสนใจน้อยลงกับความเชื่อที่ว่า  โลกเป็นสถานที่ที่อันตราย  เพราะโลกใบนี้ฆ่าคุณได้ในชั่วอึดใจเดียว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านก็ตาม” และหวังว่า  “ผู้อ่านจะนึกถึงขอบฟ้าที่กว้างไกลขึ้น  โอกาสและความเป็นไปได้ที่เปิดกว้างมากกว่าในชีวิต หนทางที่มีผู้ก้าวเดินและที่ไร้ผู้คนเหยียบย่าง  และรู้สึกสบายๆกับความไม่แน่นอนครับ”
พูดง่ายๆก็คือ ซาโลเพกต้องการย้ำเตือนผู้คนว่า โดยเนื้อแท้แล้วเราทุกคนล้วนเป็นนักเสี่ยง จะมีก็เพียงบางคนที่กล้ามากกว่าคนอื่น และความปรารถนาที่เรามีร่วมกันในการออกสำรวจโลกนี้ก็ร้อยรัดเผ่าพันธุ์เราไว้ด้วยกันมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว

ดำ ดิ่ง เดี่ยว ลึกสุดโลก

Story

เกาะติดภารกิจท้ามฤตยูของเจมส์ แคเมอรอน ผู้กำกับ ไททานิก ที่นำยานสำรวจใต้น้ำสุดไฮเทคดำลงสู่จุดลึกที่สุดของห้วงสมุทร
ลายปีมาแล้วที่เขาใฝ่ฝันอยากดำลงสู่ก้นร่องลึกบาดาลมาเรียนา (Mariana Trench) ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทรและบนพื้นผิวโลก ในการทำความฝันนั้นให้เป็นจริง เจมส์ แคเมอรอน นักสำรวจและนักสร้างภาพยนตร์ชื่อดัง ต้องออกแบบและสร้างยานพาหนะขึ้นเอง นั่นคือยานสำรวจใต้น้ำล้ำยุค ดีปซีแชลเลนเจอร์(DEEPSEA CHALLENGER) หลังจากใช้เวลาเจ็ดปีในการวิจัย ออกแบบ และทดสอบ คำถามหนึ่งยังคงค้างคาใจ นั่นคือ ยานลำนี้จะรอดพ้นจากแรงดันมหาศาลที่ระดับความลึก 11,000 เมตรได้หรือไม่ ขณะที่โครงการสำรวจซึ่งกินเวลานานสองเดือนใกล้สิ้นสุดลง แคเมอรอนใช้ชีวิตเขาเองเป็นเดิมพันเพื่อค้นหาคำตอบนี้

เวลา 05:15 น. วันที่ 26 มีนาคม ปี 2012
ก่อนฟ้าสางในท้องทะเลมืดมิด ยาน ดีปซีแชลเลนเจอร์ ของผมโยกคลอนขึ้นลงและแกว่งไปมาขณะคลื่นลูกยักษ์ของมหาสมุทรแปซิฟิกม้วนตัวอยู่เหนือศีรษะผม ยานสีเขียวสดที่ยังยึดอยู่กับเครนบนเรือลอยตัวในแนวดิ่ง ดูประหนึ่งตอร์ปิโดที่เล็งสู่แกนกลางโลก
ลุยกันเลย ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกดไมโครโฟนบอกไปว่า “โอเค พร้อมเริ่มดำลงแล้ว ปล่อยเลย ปล่อยเลย!”
หัวหน้านักประดาน้ำกระตุกสายคล้อง ทุ่นลอยหลุดออก ยานดิ่งลงราวกับหินก้อนหนึ่ง และภายในไม่กี่วินาที ร่างของนักประดาน้ำก็ค่อยๆ เล็กลงแล้วเลือนหายไป เหลือเพียงความมืดมิด ผมกำลังดิ่งลงด้วยความเร็วราว 150 เมตรต่อนาที หลังจากใฝ่ฝันมาชั่วชีวิต ใช้เวลากว่าเจ็ดปีไปกับการพัฒนาและสร้างยาน ในที่สุดผมก็กำลังมุ่งหน้าสู่แชลเลนเจอร์ดีป (Challenger Deep) จุดลึกที่สุดในบรรดามหาสมุทรของโลก

เวลา 05:50 น. ความลึก 3,810 เมตร
ผมลงมาถึงความลึกของ ไททานิก ภายในเวลาเพียง 35 นาที และดิ่งลงด้วยความเร็วสี่เท่าของยานใต้น้ำ เมียร์(Mir) สัญชาติรัสเซียที่พวกเราใช้เมื่อปี 1995 เพื่อถ่ายทำเกี่ยวกับซากเรืออับปางอันโด่งดังลำนั้นสำหรับใช้ในการสร้างภาพยนตร์ ในตอนนั้น ผมรู้สึกราวกับว่า ไททานิก จมอยู่ที่ความลึกสุดโต่งที่สุดในจินตนาการของมนุษย์แล้ว มาตอนนี้ผมกำลังโบกมือไหวๆขณะแล่นผ่านความลึกนั้นไป

เวลา 06:46 น. ความลึก 8,230 เมตร
ผมเพิ่งดิ่งเลยความลึกของการดำสำรวจเดี่ยว ซึ่งเป็นสถิติก่อนหน้านี้ของตัวเอง เมื่อสามอาทิตย์ก่อนที่ร่องลึกบาดาลนิวบริเตน (New Britain Trench) นอกชายฝั่งปาปัวนิวกินี  ไม่น่าเชื่อว่าผมยังต้องดำลงไปอีก 2,740 เมตร เวลาราวกับยืดยาวออกไป

เวลา 07:43 น. ความลึก 10,850 เมตร
ขณะยานเคลื่อนที่ช้าลงในช่วง 2,740 เมตรสุดท้าย ผมปล่อยอับเฉาบางส่วนออกไป เป็นตลับลูกปืนเหล็กกล้าที่ปล่อยออกมาจากอุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อลดภาวะการลอยตัว (buoyancy) ของยาน ตอนนี้เราอยู่ในสภาพการลอยตัวเกือบ “เป็นกลาง” ไม่หนักไม่เบา ขณะดำลงอย่างช้าๆโดยอาศัยแรงขับดันเพียงอย่างเดียว มาตรวัดความสูงระบุว่า ก้นสมุทรอยู่ต่ำลงไป 46 เมตร
30 เมตร... 27 เมตร... 24 เมตร... ผมน่าจะเห็นอะไรสักอย่างแล้ว 21... 18... ในที่สุดผมก็เห็นแสงเรืองๆสะท้อนขึ้นมาจากก้นสมุทรสีเรียบราวกับเปลือกไข่ ไร้ซึ่งรายละเอียดใดๆ ผมยังไม่แน่ใจว่าพื้นผิวเบื้องล่างแข็งพอหรือไม่ จึงละมือข้างหนึ่งจากคันบังคับเครื่องยนต์ชั่วครู่ เพื่อสาดไฟสปอตไลต์ไปทั่วบริเวณ น้ำใสแจ๋วจนผมมองเห็นได้ไกลลิบ ผมเคยเห็นก้นสมุทรจากการดำสำรวจใต้ทะเลลึกมามากกว่า 80 ครั้ง แต่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน

เวลา 07:46 น. ความลึก 10,898.5 เมตร
ผมค่อยๆบังคับยานให้ลงถึงก้นสมุทร จากกล้องที่ติดตั้งอยู่บนแขนกล ผมเห็นขายานจมลงไปราว 10 เซนติเมตรก่อนจะหยุดนิ่ง ผมลงจอดแล้ว การดำลงมาใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่ง จากนั้นก็มีเสียงจากเบื้องบนสูงขึ้นไป 11 กิโลเมตร “ดีปซี  แชลเลนเจอร์ จากพื้นผิว ขอตรวจสอบการสื่อสาร” เสียงที่ได้ยินแผ่วเบา แต่ชัดเจนอย่างน่าขนลุก
ผมชำเลืองดูมาตรวัดความลึก แล้วกดไมค์ตอบไปว่า “พื้นผิว จาก ดีปซีแชลเลนเจอร์ ผมอยู่ที่ก้นสมุทรแล้ว ความลึกคือ 35,756 ฟุต... ระบบอุ้มชูชีวิตปกติ ทุกอย่างดูปกติ”
หลายวินาทีอันยาวนานผ่านไป ระหว่างข้อความของผมวิ่งจากก้นบึ้งของโลกขึ้นสู่ผิวน้ำด้วยความเร็วเสียง และคำตอบวิ่งย้อนกลับลงมา “ทราบแล้วเปลี่ยน” ผมนึกภาพออกเลยว่า ทุกคนกำลังยิ้มกว้างและปรบมือกันอยู่ในเรือข้างบน ที่แน่ๆซูซี ภรรยาผม คงโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ได้เวลาทำงานแล้ว เราวางแผนจะอยู่ที่ก้นสมุทรเพียงห้าชั่วโมง และมีเรื่องต้องทำเยอะมาก ผมหักเลี้ยวยานใช้กล้องกวาดมองไปรอบๆโลกที่ผมเพิ่งลงมาถึง  ก้นสมุทรราบเรียบ ไม่มีลักษณะเฉพาะหรือโดดเด่นใดๆเลย ผมสตาร์ทระบบไฮดรอลิก เปิดประตูด้านนอกยานที่ติดกับห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วยื่นแขนกลไปเก็บตัวอย่างแกนสารตะกอนชิ้นแรกขึ้นมา

เวลา 09:10 น. ความลึก 10,897 เมตร
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าสองชั่วโมงแล้ว ผมก็ยังรู้สึกทึ่งและนอบน้อมในเอกสิทธิ์อันยิ่งใหญ่ที่ได้มาอยู่ตรงนี้ และเป็นประจักษ์พยานเบื้องหน้าโลกยุคแรกกำเนิด นักวิทยาศาสตร์หลายคนในทีมของเราเชื่อว่า โลกอาจถือกำเนิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้เมื่อหลายพันล้านปีก่อน

เวลา 10:30 น. ความลึก 10,877 เมตร
ผมหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดสวิตช์ทิ้งน้ำหนักถ่วงสำหรับลอยตัวกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว นี่ถ้าน้ำหนักไม่หลุดออกไป ผมคงไม่ได้กลับบ้าน เป็นอันจบข่าว
คลิก ผมได้ยินเสียง ตุ๊ง อันคุ้นเคย เมื่อแผงน้ำหนักขนาด 243 กิโลกรัมสองแผงเลื่อนออกจากราง และดิ่งลงสู่ก้นสมุทร ยานกระชากตัวพุ่งขึ้นไป ก้นสมุทรถอยห่างออกไปและจมหายไปในความมืดชั่วนิรันดร์ของมันทันที ขณะความเร็วเพิ่มสูงขึ้น ตะกอนที่ติดอยู่กระจายออกมาอย่างรุนแรงจากบริเวณห้องเก็บตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ ผมทะยานด้วยความเร็วมากกว่าสามเมตรต่อวินาที เร็วที่สุดตั้งแต่ยานลำนี้เคยขับเคลื่อนมา และจะไปถึงผิวน้ำภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ความรู้สึกโล่งอกแผ่ซ่านทั่วกายขณะตัวเลขลดต่ำลงเรื่อยๆ ผมกำลังเดินทางกลับสู่โลกแห่งแสงอาทิตย์ อากาศ และจุมพิตอันหอมหวานของซูซี


หวนคืนสู่เมืองแห่งสายน้ำ


เมืองฝูหลิงตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีเกียงกับแม่น้ำอู่  ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เมืองนี้ทั้งเงียบเหงาและโดดเดี่ยว ไม่มีทางหลวงหรือทางรถไฟ เรือเฟอร์รีล่องแม่น้ำแยงซีเกียงใช้เวลาร่วมเจ็ดชั่วโมงกว่าจะถึงฉงชิ่ง เมืองใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด

หนังสือแห่งความลับของอเมริกา Area51


สารคดีแฉลับสงครามโลก

สารคดีแฉลับสงครามโลก


เผยแพร่เมื่อ 6 ม.ค. 2013

สารคีด วัน D-Day ยกคนขึ้นบก ภาพสี

เนื่องในวันนี้ วันที่ 6 มิถุนายน ซี่งในอดีตวันนี้เป็นวันที่กองทัพฝ่ายพันธมิตรยกพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์สงครามขึ้นฝั่งที่ “นอร์มังดี” เมื่อปี 1994 เลยขอถือโอกาสนำเสนอเรื่องราวของวัน D-Day ในหัวข้อ “10 เรื่องที่คุณอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับวัน D-Day”
10. สถานการณ์หนักหน่วงที่สุด
Posted Image

กองทัพที่เจอศึกหนักที่สุดก็คือกองทัพอเมริกาที่หาดโอมาฮา ซึ่งก็คือกองพลทหารราบที่ 1 ได้รับการสนับสนุนจากรถถังเพียง 5 คันเท่านั้น และต้องมาเจอกับกองทัพเยอรมันที่มีประสบการณ์โชกโชนจากกองพลที่ 352 ถึงจะได้รับการยิงสนับสนุนจากเรือระดมยิง ก่อนการยกพลขึ้นบกอย่างหนักหน่วง แต่กำลังของเยอรมันส่วนใหญ่ ก็แทบไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขนาดที่ว่าเกือบจะถอนตัวเลยทีเดียว แต่ก็สามารถยึดหาดได้สำเร็จ


9. ศึก 2 ด้านของนาซี

Posted Image

การยกพลขึ้นบกในครั้งนี้ (D-DAY) เพื่อเปิดสงครามด้านที่สองของเยอรมัน ซึ่งกำลังเผชิญกับรัสเซียทางด้านตะวันออกทำให้เยอรมันต้องทำสงครามที่หนักหน่วงและการคาดเดาที่ผิดพลาด ที่คิดว่าทางพันธมิตรจะจะยกพลขึ้นบกที่คาเล่ย์ (Calais) เลยหละหลวมการป้องการที่ ฝั่งนอร์มังดี


8. อะไรคือ D-DAY

Posted Image

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร D ใน D-DAY หมายถึงวันที่ และ H-Hour เป็นคำที่ใช้ในการวางกลยุทธ์ ทางทหารในการระบุวันและเวลาของการดำเนินการที่ยังไม่สรุปและเป็นความลับของภารกิจ เรียกง่ายๆเหมือนเป็นรหัสลับที่ไม่ให้ฝั่งตรงข้ามรู้ได้ง่ายๆ


7. ความเสียหาย

Posted Image

ทหารสหพันธมิตรสูญเสียทหารมากกว่า 10,000 นาย โดยเสียจาก “หาด โกลด์ จูโน ” และ “สวอร์ด” เสียชีวิตสูญหายกว่า 3,000 นาย และทางด้านหาด “ยูท่าห์” เสียชีวิตและสูญหายไม่ถึง 300 นาย ถือว่าการป้องกันทางด้านนี้ไม่หนาแน่นหนัก ส่วนที่เจอศึกหนักที่สุดเป็น “หาดโอมาฮา” ศึกส่วนนี้กองทัพสหรัฐสูญเสียทหารไปมากกว่า 2,000 นาย และส่วนนี้ยังเป็นส่วนที่ทหารเยอรมันมีการวางกำลังแข็งแกร่งที่สุด โดยความเสียหายถือว่าต่ำกว่าที่ประเมินไว้มาก


6. การป้องกันของเยอรมัน

Posted Image

ทางด้านนาซีได้เตรียมสร้างปราการขนาดใหญ่ โดยให้ชื่อว่า “Atlantic Wall”โดยกำแพงสร้างจากคอนกรีต มีการวางปืนกลและวางกับดักระเบิดมากกว่า 6,500,000 ลูกและวางสิ่งกีดขวางทางทะเลอีกมหาศาล


5. เหตุที่ D-DAY สำเร็จ

Posted Image

เนื่องจากในขณะนั้นกองทัพเยอรมันหรือ “นาซี” ขนอาวุธยุทโธปกรณ์ดีๆ ไปรบกับพี่หมีขาว (รัสเซีย)หมดแล้ว แถมในขณะนั้นก็เสียกำลังทหารไปไม่น้อย เหมือนพญาอินทรีปีกหักก็มิปาน ทางฝั่งนี้ก็เลยไม่มีอาวุธดีๆ เท่าไหร่นัก จึงไม่ยากที่กองทัพของพันธมิตรจะยึดได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่ แถมยังปลดปล่อยปารีส และจบสงครามในเวลาต่อมาอีกด้วย


4. รหัส

Posted Image

D-DAY เป็นการร่วมมือระหว่างกองทัพเรือ กองทัพบกและกองทัพอากาศที่ใหญ่ที่สุดที่ได้เกิดขึ้น ภายใต้รหัส "Overlord"


3. ใหญ่ที่สุด

Posted Image

ดี-เดย์ นับเป็นการรุกโต้ครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปของฝ่ายสัมพันธมิตร และนับเป็นการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์โลก ปฏิบัติการดำเนินต่อไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2478 จนปลดปล่อยปารีสจากนาซีได้ในที่สุด


2. กองกำลัง

Posted Image

กองกำลังทหารฝ่ายพันธมิตรจำนวน 150,000 นาย นำโดย นายพลดไวท์ ไอเซนเฮาว์ (พร้อมด้วยเรือรบ 5,000 ลำ และเครื่องบินอีก 12,000 ลำ ยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งเมืองนอร์มังดี และถือเป็นการยกพลขึ้นบกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยครับ


1. กำหนดการจริง

Posted Image

หลายๆ คนอาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วกำหนดการเดิมของการเริ่ม “D-DAY” คือ ช่วงหน้าร้อนของปี 1942 หรืออีกนัยหนึ่งก็คือก่อนหน้าวัน D-day ที่เกิดขึ้นจริงๆ ถึง 2 ปี โดยเกิดจากความคิดของ ผู้บัญชาการสูงสุดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในขณะนั้น นั้นก็คือ “นายพลดไวท์ ดี ไอเซนฮาวร์” ซึ่ง ประธานาธิบดีรูสเวลท์ ก็เห็นด้วยเป็นมั่นเหมาะ แต่ก็มีตัวปัญหาในขณะนั้นก็คือ นายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลล์ ของอังกฤษ ทำให้แผนการล่าช้าไปถึง 2 ปี ผมว่าหากเริ่มแผนเร็วสงครามก็คงจบเร็วกว่านี้มากและการสูญเสียอาจจะน้อยกว่านี้แน่นอน
 

สารคดีภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องอาชีพช่างตีเหล็ก มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

สารคดีภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องอาชีพช่างตีเหล็ก  มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

สารดคี เรียลลีตี้เมาแล้วขับ

กสารคดีนี้เห็นว่าการดื่มสุรา­แล้วประมาทไปขับรถ ทำให้เจ้าตัวและผู้อื่นที่ไม่มี­ส่วนเกี่ยวข้องเกิดอันตรายจากอุ­บัติเหตุได้ ถึงจะมีการรณรงค์ เมาไม่ขับแล้ว
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. สารคดีออนไลน์ สารคดีย้อนหลัง - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger